บทที่ 5 -

ธันวาจ้องมองรอยซอสนั้นนิ่ง สายตาของเขาเลื่อนจากดวงตาสุกใสลงมารวมอยู่ที่ริมฝีปากอิ่มรูปกระจับของเธอ หัวใจของนักธุรกิจหนุ่มผู้เย็นชาแอบกระตุกผิดจังหวะไปหนึ่งทีอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ความเงียบปกคลุมระหว่างคนทั้งสองไปชั่วขณะ จนพัดชาเริ่มสังเกตเห็นสายตาที่มองจ้องมาอย่างไม่วางตาของเขา

“เอ่อ... คุณธันวาคะ มีอะไรติดหน้าฉันหรือเปล่าคะ” พัดชาถามพลางเลิกคิ้วด้วยความสงสัย

คำทักนั้นทำให้ธันวารู้สึกตัวทันที ใบหน้าคมเข้มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน เขารีบหลบสายตาเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างเลิ่กลั่ก ยกมือขึ้นปรับเนกไทของตัวเองแก้เขิน

“ปะ... เปล่า ไม่มีอะไร” ธันวาพูดเสียงสูงเกินปกติเล็กน้อย

“แค่ซอสมะเขือเทศเปื้อนปากคุณ เลอะเทอะจริง ๆ เป็นพี่เลี้ยงเด็กแต่กลับปล่อยให้ตัวเองเลอะซอสซะได้ ช่างเถอะ ผมจะไปทำงานต่อแล้ว !”

พูดจบ ธันวาก็รีบหมุนตัว ก้าวยาว ๆ เดินออกจากห้องอาหารไปทันที ทิ้งให้พัดชานั่งเอานิ้วแตะมุมปากตัวเองอย่างฉงน ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ เมื่อเห็นแผ่นหลังของบอสใหญ่ที่ดูรีบร้อนผิดปกติ

ช่วงบ่ายหลังจากมิลินตื่นนอนจากการนอนกลางวัน อากาศด้านนอกเริ่มร่มรื่น พัดชาจึงชวนเด็กน้อยเล่นเกมเพื่อผ่อนคลายและฝึกทักษะการสังเกต

“เอาละค่ะอัศวินมิลิน ตอนนี้ปราสาทของเรากำลังถูกมังกรบุก !” พัดชาทำเสียงตื่นเต้น

“เราต้องเล่นซ่อนหาเพื่อหลบมังกรกัน พี่พัดจะนับหนึ่งถึงสิบ แล้วให้อัศวินมิลินไปหาที่ซ่อนที่ปลอดภัยที่สุดเลยนะ !”

“ได้เลยค่ะ หนูจะซ่อนไม่ให้พี่พัดหาเจอเลย” มิลินหัวเราะชอบใจ ร่างเล็ก ๆ ในชุดกระโปรงสีเหลืองสดใสรีบวิ่งออกไปจากห้องรับแขกทันที

“หนึ่ง... สอง... สาม...” พัดชานั่งเอามือปิดตา นับตัวเลขด้วยน้ำเสียงดังฟังชัด เพื่อให้เด็กน้อยมีเวลาวิ่งหาที่ซ่อน

มิลินวิ่งขึ้นไปบนชั้นสองของบ้าน สายตากลมโตสอดส่องหาที่ซ่อนอันมิดชิด เธอวิ่งผ่านห้องนอนของตัวเอง ผ่านห้องพักแขก จนกระทั่งไปหยุดอยู่ตรงหน้าบานประตูไม้สักทองบานใหญ่ที่ปิดแง้มไว้เล็กน้อย ซึ่งก็คือห้องทำงานส่วนตัวของธันวา พื้นที่ต้องห้ามตามกฎเหล็กข้อที่เก้า

ด้วยความไร้เดียงสาและคิดว่าประตูที่เปิดแง้มอยู่คือที่ซ่อนชั้นดี มิลินจึงผลักประตูเข้าไปเบา ๆ ภายในห้องกว้างขวาง เต็มไปด้วยชั้นหนังสือสูงชนเพดาน โต๊ะทำงานไม้หรูหราที่มีคอมพิวเตอร์และเอกสารสำคัญวางจัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เด็กน้อยเดินก้าวเข้าไป แล้วมุดเข้าไปซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่มีผ้าคลุมทอดตัวยาวลงมาปิดไว้ได้อย่างมิดชิด

“ฮิ ๆ ตรงนี้พี่พัดหาไม่เจอแน่นอน” มิลินกระซิบกับตัวเองพลางหัวเราะคิกคัก

ทางด้านพัดชา เมื่อนับถึงสิบแล้วก็เดินตามหาตามจุดต่าง ๆ

“อยู่ไหนน้า... อัศวินมิลินซ่อนอยู่ไหนน้า ?”

เธอเดินหาชั้นล่างจนทั่วแต่ไม่พบ จึงรีบก้าวขึ้นมาบนชั้นสอง พัดชาเดินตามหาตามห้องต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวัง จนกระทั่งสายตาของเธอไปสะดุดเข้ากับบานประตูห้องทำงานของธันวาที่เปิดกว้างกว่าเดิม และเห็นรองเท้าผ้าใบสีชมพูคู่จิ๋วของมิลินถอดทิ้งไว้ตรงหน้าประตู

หัวใจของพัดชาร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม นั่นมันห้องต้องห้ามของคุณธันวานี่นา

พัดชารีบก้าวเท้าฉับ ๆ ตรงไปที่ห้องทำงานทันที แต่ยังไม่ทันที่เธอจะก้าวพ้นขอบประตู เสียงก้าวเท้าอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง...

เป็นธันวาที่เพิ่งกลับจากประชุม และตั้งใจจะเข้ามาหยิบเอกสารสำคัญในห้องทำงาน

“คุณพัดชา มายืนทำอะไรตรงหน้าห้องผม ?” ธันวาถามด้วยน้ำเสียงสงสัยพลางขมวดคิ้ว

“เอ่อ... คือว่า...” พัดชาพยายามยืนบังประตูไว้ หน้าซีดลงเล็กน้อย

แต่ไม่ทันเสียแล้ว ธันวาเดินแทรกตัวผ่านเธอเข้าไปในห้อง สายตากวาดมองไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง และเขาก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นผ้าคลุมโต๊ะขยับ พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักที่หลุดลอดออกมาจากใต้โต๊ะ

ธันวาเดินตรงไปที่โต๊ะทำงานแล้วดึงผ้าคลุมขึ้นทันที ภาพที่เห็นคือ มิลินกำลังนั่งจุ้มปุ้กอยู่ใต้โต๊ะ ในมือเล็ก ๆ ถือ โมเดลรถยนต์รุ่นลิมิเต็ดราคาแพงลิบที่เขาวางตั้งโชว์ไว้บนโต๊ะขึ้นมาเล่นอยู่อย่างสนุกสนาน

“มิลิน !”

เสียงทุ้มต่ำดุจัดของธันวาดังก้องไปทั่วห้องทำงาน ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ความเป็นคนเจ้าระเบียบและขี้หวงพื้นที่ส่วนตัวทำให้เขาควบคุมอารมณ์ไม่ได้

“น้าบอกแล้วใช่ไหมว่าห้องนี้ห้ามเข้ามา แล้วนั่นเอาโมเดลรถของน้าลงมาเล่นได้ยังไง ?!”

มิลินตกใจเสียงดุของผู้เป็นน้า หนูน้อยสะดุ้งสุดตัว โมเดลรถในมือเกือบหลุดร่วง ดวงตากลมโตเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า ริมฝีปากเล็ก ๆ เบะออก เด็กน้อยก็พยายามส่งสายตาอ้อนวอน น่าสงสารไปให้ผู้เป็นน้า

“น้าธัน... หนู... หนูขอโทษค่ะ...”

เขาตั้งใจจะเอ่ยปากดุหลานสาวซ้ำเพื่อสอนให้จำ แต่ในวินาทีที่เขากำลังจะเงยหน้าขึ้นนั่นเอง

ร่างของพัดชาก็แทรกตัวเข้ามาระหว่างกลาง เธอใช้ร่างกายของตัวเองบังมิลินไว้มิดชิดจากสายตาอันดุดันของธันวา หญิงสาวโอบกอดเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขนอย่างปกป้อง พลางดันเด็กหญิงไปไว้ข้างหลังเธอ

“หยุดนะคะคุณธันวา !” พัดชาพูดเสียงแข็ง จ้องหน้าชายหนุ่มด้วยสายตาจริงจัง ไร้ซึ่งความกลัว

“อย่าใช้เสียงดุและท่าทางน่ากลัวแบบนี้กับเด็ก !”

ธันวาชะงักกึก มองพี่เลี้ยงสาวที่กล้าดีอย่างไรเอาตัวมาบังเขาไว้

“คุณพัดชา ! นี่มันห้องทำงานผม และมิลินกำลังละเมิดกฎ คุณเป็นพี่เลี้ยง ปล่อยให้เด็กเข้ามาในพื้นที่ต้องห้ามได้ยังไง ?!”

“ฉันยอมรับค่ะว่าฉันบกพร่องที่ปล่อยให้มิลินคลาดสายตาช่วงเล่นซ่อนหา ! ถ้าคุณจะลงโทษ จะดุ หรือจะตัดเงินเดือน ก็มาลงที่ฉันค่ะ แต่อย่างดุมิลินแบบนี้ เด็กไม่ได้ตั้งใจจะทำลายของหรือบุกรุก เขาแค่อยากเล่นซ่อนหาและเห็นว่าตรงนี้ปลอดภัย การที่คุณใช้เสียงดุขู่บังคับ มันมีแต่จะสร้างบาดแผลทางใจให้เด็กที่เพิ่งเสียแม่ไปนะคะ !” พัดชาตอบกลับโดยไม่หลบสายตา

บรรยากาศภายในห้องทำงานเงียบสงบลงตึงเครียด ธันวาจ้องมองพัดชาที่ยืนจ้องหน้าเขาอย่างไม่ยอมถอย โดยมีมือเล็ก ๆ ของมิลินกำชายเอี๊ยมยีนของพัดชาไว้แน่น สะอื้นฮัก ๆ อยู่ข้างหลังพี่เลี้ยงสาว

สายตาอันมุ่งมั่นที่จะปกป้องอย่างสุดหัวใจของพัดชา ทำให้อารมณ์โกรธของธันวาค่อยๆ มอดดับลง ชายหนุ่มมองภาพสองน้าหลาน ไม่สิ ภาพพี่เลี้ยงกับเด็กน้อยที่ผูกพันกันอย่างรวดเร็วเพียงแค่ภายในวันแรก แล้วเขาก็รู้สึกได้ถึงความผิดพลาดของตัวเอง

เขามองโมเดลรถยนต์ในมือของมิลิน มันไม่ได้เสียหายเลยสักนิด เด็กน้อยแค่อุ้มมันไว้ด้วยความรักเหมือนตุ๊กตา แต่เขากลับอารมณ์เสียเพียงเพราะความตึงเครียดและกฎเกณฑ์ที่เขาสร้างขึ้นมาบีบรัดตัวเอง

ธันวาปิดเปลือกตาลงช้า ๆ ถอนหายใจยาวเหยียดออกมาทางปาก ราวกับจะยกเอาความกดดันทั้งหมดในอกออกไป เขาค่อย ๆ ย่อตัวลงนั่งยอง ๆ ต่อหน้าพัดชาและมิลิน

“มิลิน...” เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลลง แม้จะยังมีความเรียบตึงอยู่บ้าง

“น้าไม่ได้จะดุหนู แต่นี่มันห้องทำงาน มีเอกสารสำคัญ ถ้าหนูทำของเสียหาย มันจะยุ่งยาก น้าขอโทษที่เสียงดังใส่หนู... โอเคไหมครับ ?”

มิลินค่อย ๆ โผล่หน้าออกมาจากหลังพัดชา พยักหน้ารับช้า ๆ

“หนู... หนูขอโทษค่ะน้าธัน หนูจะไม่เข้ามาอีกแล้ว...”

“ดีมากครับ” ธันวายื่นมือไปรับโมเดลรถคืนจากหลานสาว แล้วเงยหน้าขึ้นมองพัดชาที่ยังคงยืนคุมเชิงอยู่ข้างหน้าเขา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป